THE VALUE OF INDEPENDENCE

เป็นองค์กรที่จะต้องดำรงไว้ ซึ่งความเป็นอิสระในการวิเคราะห์ ความเป็นกลาง และโปร่งใส ซึ่งถือเป็น “ธรรมชาติ” ของความเป็น “ทริสเรทติ้ง”

การดำรงไว้ซึ่ง “ความเป็นอิสระ” (Independence) ก่อให้เกิด “คุณค่า” (Value) หลายมิติ
คุณค่าต่อลูกค้า
ความเห็นที่เป็นอิสระทำให้บทวิเคราะห์ของทริสเรทติ้งมีประโยชน์ต่อลูกค้า ลูกค้าจำนวนหนึ่งได้สะท้อนให้รับทราบว่า ได้นำบทวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาองค์กรอย่างได้ผล
คุณค่าต่อพนักงานและองค์กร
การที่ทริสเรทติ้งจะดำรงอยู่อย่างยั่งยืนและอย่างมีคุณค่าต่อลูกค้าและสังคม พนักงานจะต้องตระหนักว่า ต้องทำงานอย่างมีหลักการ บนพื้นฐานของความเป็นอิสระในการวิเคราะห์ และมีความโปร่งใส ไม่มีความขัดแย้งในผลประโยชน์ ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถรักษาคุณค่านี้ไว้ได้อย่างยั่งยืน
คุณค่าต่อสังคม
ทุกวันนี้กระแสโลกได้มุ่งเน้นความสำคัญของ ความเป็นอิสระ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จะเห็นได้จากการที่ตลาดทุนทั่วโลกต่างส่งเสริมให้บริษัททั้งหลายเพิ่มสัดส่วนของ กรรมการอิสระ ให้มากขึ้น นอกจากนั้นในการพัฒนาทางสังคมและการเมือง บทบาทของ องค์กรอิสระ ก็เพิ่มมากขึ้นตามลำดับเช่นกัน ซึ่งเป็นการยืนยันว่ากระแสสังคมโลกให้คุณค่าของ ความเป็นอิสระ ว่าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาธุรกิจ สังคม และการเมืองอย่างแท้จริง

Top panel
ป้ายโฆษณา
แผนผังเว็บไซต์ แผนผังเว็บไซต์ล็อกอิน ล็อกอิน
ถาม-ตอบ

จำนวนผู้เข้าชม : 2957646

ถาม-ตอบ

คำถามเกี่ยวกับ “ทริสเรทติ้ง”

คำตอบ 17 ข้อที่สำคัญ



1. อันดับเครดิตเป็นประโยชน์แก่ใครบ้าง

หน่วยงานที่ต้องการออกตราสารหนี้ ใช้อันดับเครดิตเพื่อให้เข้าถึงแหล่งระดมทุนได้โดยง่าย รวมทั้งช่วยให้การออกตราสารกระทำได้อย่าง รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนในการระดมทุน
นักลงทุน ใช้อันดับเครดิตเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในตราสารหนี้ที่เหมาะสมกับระดับของความเสี่ยงที่นักลงทุนสามารถรับได้ โดยไม่ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแสวงหาข้อมูลข่าวสารที่สูงเกินไป 
เจ้าหนี้และสถาบันการเงินใช้อันดับเครดิตเพื่อประกอบการพิจารณาความเสี่ยงในการให้สินเชื่อแก่ผู้กู้หรือ ผู้ประกอบการอย่างเหมาะสมเนื่องจาก อันดับเครดิต จะสะท้อนความ สามารถในการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย รวมทั้งการปฏิบัติตามข้อผูกพันทางการเงินโดยรวมของผู้ประกอบการนั้นๆ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถใช้อันดับเครดิตที่ดีในการค้ำประกันธุรกรรมได้ ตัวอย่างเช่น การประมูลงาน หรือการเจรจาต่อรองในเรื่องต่างๆ
หน่วยงานต่างๆ ใช้อันดับเครดิตช่วยในการปรับปรุงและพัฒนากิจการ หรือเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาความพร้อมในการออกตราสารหนี้ ระดมทุน

2. ทำไมจึงต้องเลือกทริสเรทติ้ง

เพราะทริสเรทติ้งมีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือธุรกิจต่างๆ ในประเทศมากว่า 10 ปี จนมีความรอบรู้และเชี่ยวชาญในธุรกิจไทย เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักในหมู่นักลงทุนว่าทริสเรทติ้งให้ บริการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถืออย่างเป็นกลาง มีความแน่นอน และรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังทำการศึกษาและติดตามพัฒนาการของตราสารหนี้ประเภทใหม่ๆ ในปัจจุบันอย่างใกล้ชิด ด้วยการทุ่มเททรัพยากรและเวลาอย่างเต็มที่เพื่อปรับปรุง กระบวนการและเทคนิคการจัดอันดับเครดิตให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

3. บริการจัดอันดับเครดิตของทริสเรทติ้งมีอะไรบ้าง

ทริสเรทติ้งให้บริการแก่ผู้ที่ประกอบกิจการภายในประเทศไทยทั้งหน่วยงานธุรกิจต่างๆ และสถาบันการเงิน บริการจัดอันดับเครดิตของ ทริสเรทติ้ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การจัดอันดับเครดิต องค์กร (Company Rating) และ การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้ (Issue Rating)
การจัด อันดับเครดิตองค์กร ได้แก่ การให้อันดับเครดิตแก่องค์กรโดยพิจารณาจากความสามารถและความเต็มใจในการชำระหนี้เงินต้นและ ดอกเบี้ยได้เต็ม ตามจำนวนและตรงตามกำหนดเวลา รวมถึงความ สามารถในการปฏิบัติตามข้อผูกพันทางการเงินต่างๆ ที่องค์กรได้ให้ไว้ อันดับเครดิต องค์กรจะ สะท้อนความน่าเชื่อถือโดยรวมขององค์กร โดยไม่ระบุประเภทหรือเงื่อนไขของตราสารหนี้ หรือภาระผูกพันใดใดที่ องค์กรได้ให้ไว้เป็นการ เฉพาะ โดยทริสเรทติ้งให้บริการจัดอันดับเครดิตแก่ผู้ประกอบการในทุกประเภทอุตสาหกรรม ทั้งที่จดทะเบียนและมิได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และทั้งที่เป็นผู้ประกอบการเอกชนและภาครัฐ
การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้ ได้แก่ การให้อันดับเครดิตแก่ตราสารหนี้หนึ่งๆ อย่างเฉพาะเจาะจง โดยคำนึงถึงมูลค่าของหนี้ ลำดับในการ ชำระหนี้ และเงื่อนไขอื่นๆ ในการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของตราสารหนี้นั้นๆ เท่านั้น ตราสารหนี้ที่ ทริสเรทติ้งให้บริการจัดอันดับเป็นตราสารหนี้ สกุลเงินบาทเท่านั้น ซึ่งมีทั้งตราสารหนี้ทั่วไปที่มีประกัน (Secured Debentures) และไม่มี ประกัน (Unsecured Debentures) รวมทั้งตราสารหนี้ที่มีการจัดโครงสร้างต่างๆ (Structured Finance) เช่น สินเชื่อโครงการ (Project Finance) ตราสารหนี้ที่มีการค้ำประกัน (Guaranteed Debentures) และตราสารหนี้ที่เกิดจากการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์ (Securitized Debentures) เป็นต้น โดยมีการติดตามพัฒนาการของตราสารหนี้ประเภทใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

4. ข้อมูลที่ทริสเรทติ้งต้องใช้ประกอบการจัดอันดับเครดิตมีอะไรบ้าง

เนื่องจากการมีข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์และเชื่อถือได้เป็นหัวใจสำคัญของการจัดอันดับเครดิต นักวิเคราะห์ของทริสเรทติ้งจึงต้องมีข้อมูลเพื่อใช้ ในการวิเคราะห์ใน 3 ด้าน ดังนี้
การวิเคราะห์ระดับอุตสาหกรรม เพื่อเข้าใจสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจของหน่วยงานที่ต้องการอันดับเครดิต โดย พิจารณาลักษณะของ อุตสาหกรรม เช่น รูปแบบวงจรธุรกิจ และการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม กฎเกณฑ์และข้อบังคับ ตลอดจนแนวโน้มของ อุตสาหกรรม

การวิเคราะห์ ธุรกิจ เพื่อดูความเสี่ยงทางธุรกิจและการดำเนินงานของหน่วยงานที่ต้องการอันดับเครดิต โดยพิจารณาโครงสร้าง ผู้บริหารและทรัพยากรมนุษย์ ตลอด จนโครงสร้างองค์กร โครงสร้างและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน กลยุทธ์ด้านการตลาด การแข่งขัน และ ทิศทางขององค์กร นอกจากนี้ ยังพิจารณา ความสัมพันธ์ที่มีกับบริษัทแม่ บริษัทในเครือ หรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินระดับของการได้รับการ สนับสนุน การให้การสนับสนุน รวมทั้ง ประโยชน์ที่จะได้รับ หรือภาระที่ต้องรับผิดชอบ เป็นต้น
การวิเคราะห์ทางการเงิน เพื่อประเมินฐานะทาง การเงินของหน่วยงานหรือบริษัทที่ต้องการอันดับเครดิต โดยพิจารณาถึงนโยบายด้านการเงิน ตลอดจนพิจารณาปัจจัยอื่นๆ อาทิ ความสามารถ ในการทำกำไร โครงสร้างทางการเงินและเงินทุน กระแสเงินสด สภาพคล่อง และความยืดหยุ่นทาง การเงิน นอกจากนี้ยังพิจารณาความสามารถ ในการรับภาระจากการก่อหนี้ อัตราส่วนผู้ถือหุ้น การรวมกิจการ และ กลยุทธ์ใหม่ๆ
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูล อื่นๆ ที่ทริสเรทติ้งใช้ประกอบการพิจารณา อีก เช่น ข้อมูลของบริษัทหรือหน่วยงานที่ต้องการอันดับเครดิตที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ และกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงาน ประจำปีย้อนหลังประมาณ 5 ปี ตลอดจนงบการเงินของบริษัทและบริษัท ในเครือที่สำคัญ รวมทั้งข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตราสารหนี้ที่จะออกจำหน่าย นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งจะสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัท และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ภายนอกที่มีความรู้ในอุตสาหกรรมที่กำลังทำการวิเคราะห์ด้วย ทั้งนี้ จะกำหนดอันดับเครดิตโดยพิจารณาจากข้อมูลที่ได้รับโดยตรงจากลูกค้าและ โดยทางอ้อมจากแหล่งข้อมูลอื่นที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้อันดับเครดิต มีความถูกต้องและสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

5. ทริสเรทติ้งจัดการกับข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจของลูกค้าอย่างไร

เนื่องจากการทำงานส่วนใหญ่ของสถาบันจัดอันดับเครดิตจะต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลของลูกค้า ทั้งที่เป็นข้อมูลสาธารณะและข้อมูลที่เป็นความลับ ดังนั้น นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทแม่คือทริสเมื่อปี 2536 จนกระทั่งเมื่อ มีการแยกธุรกิจจัดอันดับเครดิตให้เป็นภารกิจของทริสเรทติ้งในปัจจุบัน บริษัท ได้กำหนด นโยบายในการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยให้คำนึงถึงการรักษาความลับของลูกค้าเป็นสำคัญ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ทุกคนจะต้องลงนาม ในสัญญา การรักษาความลับของลูกค้า โดยจะไม่เปิดเผยข้อมูลของลูกค้าแก่นักวิเคราะห์หรือพนักงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง และจะส่งรายงานอันดับเครดิต ฉบับร่าง ให้ลูกค้าตรวจสอบว่าไม่มีข้อมูลที่เป็นความลับก่อนที่ทริสเรทติ้งจะประกาศผลอันดับเครดิตแก่สาธารณชน

นอกจากข้อบังคับในการทำงานที่เคร่งครัดแล้ว แนวปฏิบัติในการทำงานของทริสเรทติ้งยังกำหนดให้พนักงานมีระบบการจัดเก็บเอกสารและ ข้อมูลของลูกค้าที่เป็นสัดส่วน มีระบบป้องกันที่ดี เอกสารลูกค้าเมื่อเลิกใช้แล้วจะต้องทำลายภายในบริษัทโดยพนักงานผู้รับผิดชอบเท่านั้น

6. จำเป็นต้องให้ที่ปรึกษาทางการเงินช่วยเมื่อต้องการจะจัดอันดับเครดิตกับทริสเรทติ้งหรือไม่

ที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Adviser) ที่มีประสบการณ์สามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่บริษัทที่ต้องการจัดอันดับเครดิตในการ ประสานงานกับทริสเรทติ้ง อย่างไรก็ตาม ผู้สนใจสามารถติดต่อได้โดยตรงกับทริสเรทติ้งโดยไม่จำเป็นต้องว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินโดยทริสเรทติ้ง มีนักวิเคราะห์ที่พร้อมจะให้คำแนะนำและชี้แจงรายละเอียดในเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดอันดับเครดิตได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกพัน ใดใดทั้งสิ้น

7. การจัดอันดับเครดิตจะเริ่มได้เมื่อใด และจะใช้เวลานานเพียงใด

ทริสเรทติ้งสามารถเริ่มกระบวนการจัดอันดับเครดิตได้ทันทีที่ลูกค้าตัดสินใจลงนามในสัญญา โดยเริ่มจากขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ เกี่ยวข้อง กับการประกอบธุรกิจของลูกค้าและบริษัทในเครือ ในกรณีทั่วไป ทริสเรทติ้งจะใช้เวลาในการวิเคราะห์และสรุปผลอันดับเครดิตได้ภายใน 4 สัปดาห์ นับจากวันที่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์จะจัดอันดับเครดิตกับทริสเรทติ้งควรติดต่อแต่เนิ่นๆ เพื่อประโยชน์ในการเตรียมตัวในการ ออกตราสารหนี้ 
กระบวนการจัดอันดับเครดิตของทริสเรทติ้งแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ ได้แก่
ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล ทีมนักวิเคราะห์ ซึ่ง ประกอบด้วยนักวิเคราะห์หลักและนักวิเคราะห์สนับสนุน จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของลูกค้าตาม รายละเอียดในรายการข้อมูลเบื้องต้น ตลอดจนเยี่ยมชมกิจการและนัดเข้าพบผู้บริหารของบริษัทลูกค้า (Management Meeting) นำโดยกรรมการผู้จัดการทริสเรทติ้ง นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังต้อง รวบรวมข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากแหล่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของลูกค้า เช่น ข้อมูล เกี่ยวกับผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกัน สัมภาษณ์ หน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ด้วย

ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลอันดับเครดิต นักวิเคราะห์และทีมงานที่รับผิดชอบจะวิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลที่ได้รับทั้งหมด ตามมาตรฐานการวิเคราะห์อันดับเครดิตของทริสเรทติ้ง พร้อมทั้งจัดทำรายงานอย่างละเอียด และเสนอต่อ คณะอนุกรรมการจัดอันดับเครดิต (Rating Subcommittee) ซึ่งประกอบด้วยผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ นักวิเคราะห์หลัก นักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญ อุตสาหกรรมที่อยู่ในการพิจารณา และนักวิจัย เพื่อสรุปผลการจัดอันดับเครดิตในเบื้องต้น และเสนอแก่คณะกรรมการจัดอันดับเครดิต (Rating Committee) เพื่อพิจารณากำหนดผลอันดับเครดิตในขั้นสุดท้ายต่อไป

8. คณะกรรมการจัดอันดับเครดิตเป็นใครและมีหน้าที่อะไร

คณะกรรมการจัดอันดับเครดิต (Rating Committee) ของทริสเรทติ้งทำหน้าที่พิจารณาและให้ ความเห็นในการวิเคราะห์ รวมทั้งกำหนด ผลอันดับเครดิต โดยคณะกรรมการประกอบด้วย กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหาร และนักวิเคราะห์หลัก
ส่วนใหญ่แล้ว คณะกรรมการจัดอันดับเครดิตมักได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับผลอันดับเครดิตในขั้นสุดท้าย แต่ในกรณีที่มีความเห็น ขัดแย้ง ก็จะใช้วิธีการออกเสียงเพื่อกำหนดอันดับเครดิตโดยพิจารณาจากเสียงส่วนใหญ่ โดยกรรมการแต่ละท่านมีสิทธิ์ออกเสียงเพียง 1 เสียง

9.

ถ้าลูกค้าไม่เห็นด้วยกับอันดับเครดิตที่ได้รับจากทริสเรทติ้ง จะมีทางเลือกอย่างไรบ้าง

ทริสเรทติ้งให้สิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์เพื่อขอให้พิจารณาผลการจัดอันดับเครดิตใหม่ได้สำหรับกรณีการจัดอันดับเครดิตครั้งแรก โดยลูกค้าที่ ไม่เห็นด้วยกับอันดับเครดิตจะมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ภายใน 7 วัน ทำการนับจากวันที่ได้รับการแจ้งผลจากทริสเรทติ้ง พร้อมทั้งแจ้งเหตุผลและจัดหาข้อมูล เพิ่มเติมที่มีนัย สำคัญซึ่งมิได้นำมาพิจารณาในการจัดอันดับครั้งแรกให้แก่ทริสเรทติ้งภายใน 15 วันทำการนับจากวัน ยื่นอุทธรณ์ จากนั้นนักวิเคราะห์ ของทริสเรทติ้งจะนำข้อมูลที่ได้ใหม่ไปวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อหาข้อสรุปในที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดอันดับเครดิต และเสนอต่อคณะกรรมการ จัดอันดับเครดิตเพื่อพิจารณาผลอันดับเครดิตอีกครั้ง ลูกค้าแต่ละรายมีสิทธิ์อุทธรณ์ได้เพียง 1 ครั้ง ส่วนลูกค้าที่ยอมรับผลอันดับเครดิตครั้งแรกไปแล้วนั้นไม่สามารถจะขออุทธรณ์ได้

10. นักลงทุนจะทราบผลอันดับเครดิตได้อย่างไร

ทุกครั้งที่การจัดอันดับเครดิตเสร็จสิ้น ทริสเรทติ้งจะประกาศผลอันดับเครดิตตราสารหนี้หรืออันดับเครดิตองค์กรของลูกค้าที่มีความประสงค์ ให้เปิดเผยผลต่อสาธารณะ โดยเผยแพร่ผ่านทางหนังสือพิมพ์ รวมทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และสำนักข่าวออนไลน์ต่างๆ เช่น Newsstand และทางเว็บไซต์ ของทริสเรทติ้ง สำหรับลูกค้าและสมาชิก “ข่าวเครดิต” (CreditNews) ของทริสเรทติ้งก็จะได้รับบทวิเคราะห์ฉบับสมบูรณ์ซึ่งประกอบด้วยเหตุผล และข้อมูลการจัดอันดับเครดิตโดยละเอียดเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

11. ลูกค้ามีสิทธิ์ที่จะไม่เปิดเผยผลอันดับเครดิตหรือไม่

ลูกค้าสามารถขอให้ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตและเก็บผลอันดับเครดิตไว้เป็นความลับ (Private Rating) ได้ โดยทริสเรทติ้งมีภาระผูกพัน ที่จะไม่เปิดเผยชื่อลูกค้า รวมทั้งอันดับเครดิตของลูกค้าดังกล่าวจนกว่าจะได้รับการยินยอมอย่างเป็นทางการจากลูกค้าให้เปิดเผยผลแล้วเท่านั้น

ในขณะที่อันดับเครดิตเครดิตที่ประกาศผลแก่สาธารณะเป็นประโยชน์แก่นักลงทุน อันดับเครดิตที่ไม่เปิดเผยก็เป็นประโยชน์แก่ผู้ได้รับการจัด อันดับด้วยเช่นกัน ซึ่งหลายรายใช้เป็นข้อมูลในการเตรียมความพร้อมที่จะออกตราสารหนี้ และหลายรายที่ได้อันดับเครดิตในระดับต่ำจะใช้เป็นแนวทาง ในการปรับปรุงการดำเนินงานหรือฐานะทางการเงินให้ดีขึ้น

12. อันดับเครดิตที่ได้รับจะมีการทบทวนบ่อยเพียงใด

ทริสเรทติ้งถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องติดตามข้อมูลและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับลูกค้าและปัจจัยแวดล้อมของธุรกิจ ที่อาจกระทบต่ออันดับเครดิต พร้อมทั้งขอให้ลูกค้าส่งข้อมูลทางการเงินให้เป็นประจำทุกงวดบัญชี เพื่อประเมินสถานะของอันดับเครดิตที่มีอยู่ ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งมีพันธกิจที่จะต้องทบทวนอันดับเครดิตของลูกค้าตลอดอายุของสัญญาให้บริการจัดอันดับเครดิต
ในกรณีที่พบว่า ความเสี่ยงของตราสารหนี้หรือองค์กรที่ได้ให้อันดับเครดิตไว้นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ทั้ง ภายในหรือภายนอก ทริสเรทติ้งจะแจ้งให้ผู้ออกตราสารหนี้และนักลงทุนทราบทันทีโดยออกเป็นประกาศ “เครดิตพินิจ” (CreditAlert) เพื่อเตือน แนวโน้มทิศทางการปรับอันดับเครดิต ซึ่งอาจเป็น บวก (Positive) ลบ (Negative) หรือ ยังไม่ชัดเจน (Developing) หรือสามารถออกประกาศ “เครดิตวาระ” (CreditUpdate) เพื่อแจ้งผลอันดับเครดิตที่ทบทวนใหม่ได้ทันที ซึ่งผลอันดับเครดิตอาจ เพิ่มขึ้น (Upgraded) ลดลง (Downgraded) หรือ คงเดิม (Affirmed)
อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่นอกเหนือจากความคาดหมายดังกล่าว โดยปกติทริสเรทติ้งจะประกาศทบทวนผลอันดับเครดิตปีละ 1 ครั้ง

13. โปรดอธิบายความหมายของประโยคที่ว่า “อันดับเครดิตมิใช่สิ่งชี้นำในการซื้อขายตราสารหนี้”

เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่อันดับเครดิตมิใช่สิ่งชี้นำในการซื้อขายตราสารหนี้ เนื่องจากอันดับเครดิตเป็นเพียงดุลยพินิจหรือความเห็นของสถาบันจัด อันดับเครดิตต่อสถานะของผู้ออกตราสารหนี้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการเลือกลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของนักลงทุนเท่านั้น ทั้งนี้ นักลงทุนแต่ละรายมีความพร้อมในการรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยบางรายไม่สนใจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่า “A” ในขณะ ที่บางรายนิยมอันดับเครดิตระดับ “BB+” ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเพื่อเก็งกำไร หรือหน่วยงานบางแห่งมีนโยบายหรือมีข้อบังคับจากหน่วยงานกำกับดูแล ที่ห้ามมิให้ลงทุนในตราสารที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิต หรือตราสารที่มีอันดับเครดิตในระดับต่ำที่กว่ากำหนด

นอกจากระดับของอันดับเครดิตแล้ว นักลงทุนยังสนใจระดับของอัตราดอกเบี้ย อายุ อัตราผลตอบแทน ภาษี และปัจจัยด้านอื่นของตราสารหนี้ ด้วย

ฉะนั้น การจะตัดสินใจลงทุนในตราสารหนี้ที่อันดับเครดิตในระดับใด นักลงทุนย่อมต้องใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาเพื่อให้เหมาะสมกับความ ต้องการของตนเองด้วย

14. ใครเป็นเจ้าของทริสเรทติ้ง

ทริสเรทติ้งถือหุ้น 100% โดยทริส และมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 50 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นของทริสเรทติ้งจึงเป็นกลุ่มเดียวกับทริส ซึ่งประกอบด้วย องค์กรจากทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง โดยจำแนกตามสัดส่วนการถือหุ้นดังนี้

โครงสร้างผู้ถือหุ้นของทริส บริษัทแม่ของทริสเรทติ้ง*

 ภาครัฐ:
ธนาคารออมสิน 13.52%  
กระทรวงการคลัง 5.00%  
 Private Sector:  
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ 45.33%  
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 13.34%  
กลุ่มบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ 7.81%  
กลุ่มบริษัทจัดการลงทุน 5.00%  
กลุ่มบริษัทประกันชีวิต 5.00%  
 International Agency:  
ธนาคารพัฒนาเอเซีย 5.00%  

*ณ เมษายน 2553.

15. จะมั่นใจได้อย่างไรว่าทริสเรทติ้งมีความเป็นกลาง

โครงสร้างองค์กรและการดำเนินงานของทริสเรทติ้งได้รับการกำหนดขึ้นเพื่อให้เอื้อต่อความเป็นกลางและความเป็นอิสระ โดยพิจารณาได้จาก โครงสร้างผู้ถือหุ้น ที่กระจายสู่องค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งถือหุ้น 100% ผ่านบริษัทแม่คือทริส อาทิ กระทรวง การคลัง ธนาคารออมสิน บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และธนาคารพัฒนาเอเซีย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังกำหนด โครงสร้างคณะกรรมการบริษัท ที่มีหน้าที่เฉพาะในการควบคุมนโยบายการบริหารงานผ่านทริสโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ จัดอันดับเครดิต ซึ่งกึ่งหนึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากผู้ถือหุ้นทุกกลุ่ม และอีกกึ่งหนึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่เป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจไทย ในส่วน
ของ กรรมการผู้จัดการ นั้นก็มิได้ถูกแทรกแซงจากคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการวิเคราะห์อันดับเครดิตแต่อย่างใด ในขณะที่ นักวิเคราะห์ ก็มีความเป็นอิสระในการทำงานโดยสามารถที่จะชี้แจงแสดงความเห็นในงานที่ตนรับผิดชอบ แก่ทั้งคณะอนุกรรมการ และคณะ กรรมการจัดอันดับเครดิต สำหรับพนักงานก็มี ระเบียบจรรยาบรรณ ที่เข้มงวด ซึ่งบังคับใช้กับพนักงานทุกระดับ โดยสามารถตรวจสอบได้ และมีบท ลงโทษทางวินัยที่รุนแรง รวมทั้งกำหนด กระบวนการจัดอันดับเครดิต และ การคัดเลือกคณะกรรมการจัดอันดับเครดิต ที่เน้นการป้องกันมิให้เกิดปัญหา ขัดแย้งทางผลประโยชน์

16.

อันดับเครดิตของทริสเรทติ้งแตกต่างจากของสถาบันจัดอันดับเครดิตนานาชาติหรือไม่

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตเฉพาะตราสารหนี้สกุลเงินบาทโดยใช้ เกณฑ์การจัดอันดับภายในประเทศ (National Scale) นั่นคือ อันดับ เครดิตจากทริสเรทติ้งแสดงระดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้หรือองค์กร โดยเปรียบเทียบกับระดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้หรือองค์กรที่อยู่ ในประเทศไทยเท่านั้น โดยอันดับเครดิตสูงสุดจะอยู่ที่ระดับ AAA ซึ่งแตกต่างไปจากอันดับเครดิตที่ให้โดยสถาบันจัดอันดับเครดิตสากลที่เป็นการ เปรียบเทียบ ระดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ (International Scale) โดยจะคำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่เป็นการเปรียบเทียบในระดับ ระหว่างประเทศ เช่น ระดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลของประเทศต่างๆ หรือความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น ทั้งนี้ อันดับ เครดิตภายในประเทศจะพิจารณาปัจจัยความเสี่ยงของประเทศ เฉพาะในขอบเขตที่ภาคธุรกิจหนึ่งๆ หรือผู้ออกตราสารหนี้ในประเทศแต่ละรายจะ ได้รับผลกระทบเท่านั้น

17. ทริสเรทติ้งพัฒนาเทคนิคการจัดอันดับเครดิตอย่างไร

เทคนิคการจัดอันดับเครดิตของทริสเรทติ้งเกิดจากการพัฒนาและสั่งสมประสบการณ์ในงานวิเคราะห์อันดับเครดิตมาตั้งแต่ปี 2536 เมื่อครั้งยัง ไม่ได้แยกธุรกิจออกจากทริส โดยในช่วง 3 ปีแรกของการก่อตั้ง ได้รับความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสถาบันจัดอันดับเครดิตสากลคือ Standard & Poor’s จากนั้นได้พัฒนาและปรับปรุงเทคนิคการจัดอันดับเครดิตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทันกับวิวัฒนาการของตลาดการเงิน จนเป็น เทคนิคเฉพาะขององค์กรที่มีพื้นฐานแบบสากล แต่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจของไทย 
นอกจากนั้น ทริสเรทติ้งยังเป็นสมาชิกก่อตั้ง สมาคมสถาบันจัดอันดับเครดิตเอเซีย (Association of Credit Rating Agencies in Asia-ACRAA) หรืออัครา ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือในการพัฒนาทักษะในด้านการจัดอันดับเครดิตของสถาบันจัดอันดับเครดิตในภูมิภาคเอเซีย ประกอบด้วยสมาชิกจาก 10 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย บังคลาเทศ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งมีการจัด ประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในระดับผู้บริหารองค์กร ตลอดจนจัดอบรมและสัมมนาวิชาการแก่นักวิเคราะห์ของประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอันดับเครดิตระดับสากลมาให้การฝึกอบรมและเสนอแนะเทคนิคใหม่ๆ แก่นักวิเคราะห์ เป็นประจำด้วย